1. เพื่อร่วมงานชอบกินแรง อู้งาน แต่ชอบเคลมผลงานว่าเป็นของตัวเอง

“ทำดีได้ดี มีที่ไหน ทำชั่วได้ดี มีถมไป” …ประโยคนี้ฟังทีไรมันจี๊ดใจทุกที โดยเฉพาะในยุคนี้ สมัยนี้ ที่คนก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ เงิ่นๆ กลับไม่มีใครเห็นหัว แต่คนที่วันๆ เอาแต่นั่งประจบสอพลอ หรือพวกดีแต่ปาก กลับได้เลื่อนขั้น ได้โบนัสก้อนโตแซงหน้าเราไปหน้าตาเฉย

มันเจ็บนะ… ความรู้สึกมันเหมือนเราโดนปล้นกลางแดด ปล้นแรงงาน ปล้นเวลา ที่สำคัญคือปล้นอนาคตเราไปแบบหน้าด้านๆ ตื่นเช้ามาทำงาน ฝ่ารถติด เบียดคนบนรถเมล์ หรือขี่มอเตอร์ไซค์ตากแดดตากลมมาถึงที่ทำงาน เหงื่อยังไม่ทันแห้งก็ต้องลุยงานแล้ว จะงานเอกสาร งานแบกหาม หรือยืนขายของ เราทำเต็มที่ ข้าวเที่ยงกินรีบๆ เพราะกลัวงานไม่เสร็จ แต่พอถึงเวลาส่งงาน หรือเวลาที่หัวหน้าเดินมาตรวจ ไอ้เพื่อนตัวดีคนที่หายหัวไปทั้งวัน คนที่แอบไปหลับหลังร้าน หรือนั่งไถมือถือหัวเราะคิกคัก มันดันโผล่มาถูกจังหวะพอดีเป๊ะ แล้วก็เสนอหน้าเข้าไปรายงานฉอดๆๆ ว่า “นี่ครับนาย งานที่ผมดูมาเรียบร้อยดีครับ”

หัวหน้าก็เออออห่อหมก ชมมันใหญ่เลยว่าเก่ง ขยัน ส่วนเรายืนหัวโด่เป็นอากาศธาตุอยู่ข้างหลัง ไม่ได้พูดสักแอะ เผลอๆ ซวยซ้ำซ้อน ถ้างานมีปัญหา มันชี้มาที่เราทันที “อ๋อ น้องเขาเป็นคนทำส่วนนั้นครับ” เจอแบบนี้เข้าไป เลือดมันขึ้นหน้าจนมือไม้สั่น อยากจะเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อแล้วถามว่า “มึงทำตอนไหน?” แต่สุดท้ายหลายคนก็เลือกที่จะเงียบ ก้มหน้ารับกรรม เดินคอตกกลับไปทำงานต่อ ปลอบใจตัวเองว่า “ช่างมันเถอะ เวรกรรมมีจริง” หรือไม่ก็ “ไม่อยากมีเรื่อง เดี๋ยวจะอยู่ยาก”

ฟังนะ… ผมจะบอกความจริงที่น่ากลัวให้ฟังข้อหนึ่ง กว่าเวรกรรมจะทำงาน บางทีเราอาจจะอดตาย หรือเป็นบ้าตายไปก่อนแล้วก็ได้ ในโลกของการทำงานจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน ออฟฟิศ หรือไซต์งานก่อสร้าง “คนดี” ไม่ได้แปลว่าต้องยอมเป็น “คนโง่” ให้ใครมาขี่หลังฟรีๆ การลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ปกป้องหม้อข้าวหม้อแกงของตัวเอง ไม่ใช่ความก้าวร้าว ไม่ใช่คนนิสัยไม่ดี แต่มันคือความจำเป็นปากท้อง ถ้าเราทำงานแลกเงิน เราก็ต้องได้เครดิตจากงานนั้น เต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่แบ่งไปเลี้ยงดูพวกเหลือบไรที่ไม่ช่วยทำมาหากิน

ทีนี้ถ้าเราจะสู้กับคนพวกนี้ จะไปยืนด่ากราด หรือท้าตียังกับนักเลงปากซอย มันก็ไม่ใช่เรื่อง เผลอๆ เราจะดูแย่ในสายตาผู้ใหญ่ไปด้วย วิธีจัดการกับพวก “จอมฉกผลงาน” หรือพวก “ชุบมือเปิบ” ต้องใช้สมองนำอารมณ์ ต้องเล่นเกมให้เป็น เอาให้มันหน้าหงายโดยที่เราไม่ต้องเปื้อนเลือด

อย่างแรกที่ต้องทำความเข้าใจใหม่เลยนะ คือเรื่อง “ปาก” กับ “มือ”

คนทำงานอย่างเราๆ เนี่ย ถูกสอนมาว่าให้ขยัน ให้มือทำงาน แล้วงานจะฟ้องเอง แต่ยุคนี้มันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป เจ้านายหรือเจ้าของกิจการ เขาไม่ได้มีตาทิพย์ เขาไม่ได้มานั่งเฝ้าเรา 24 ชั่วโมง เขาดูที่ “ผลลัพธ์” และดูที่ “การรายงาน” ใครถือของมาส่ง ใครพูดจารู้เรื่อง เขาก็เหมาเอาว่าคนนั้นแหละทำ เพราะฉะนั้น กฎเหล็กข้อแรกของการเอาตัวรอดคือ “ปากต้องขยันพอๆ กับมือ” ทำแล้วต้องพูด ทำแล้วต้องบอก ไม่ใช่ทำเงียบๆ เป็นนินจา

วิธีแก้เผ็ดพวกนี้ เริ่มจากสิ่งที่ง่ายที่สุดแต่คนชอบพลาดกันเยอะ คือการ “เลิกคุยงานปากเปล่า”

สังเกตดูสิ พวกชอบอู้งาน กินแรงคนอื่นเนี่ย มันจะมีลูกไม้ตื้นๆ อยู่อย่างนึง คือชอบเดินมาสั่งงานลอยๆ มาตบไหล่ “เฮ้ย เพื่อน ฝากดูตรงนี้หน่อยนะ เดี๋ยวพี่มา” หรือ “ตัวเองช่วยเช็คสต็อกให้หน่อยนะ พอดีเรายุ่งมาก” แล้วมันก็หายจ้อยไปเลย พอเราทำเสร็จ มันก็คว้าไปส่ง แต่ถ้าเราทำไม่ทัน หรือมีปัญหา มันก็จะบอกว่า “อ้าว ก็บอกไปแล้วนี่ ทำไมไม่รับผิดชอบ”

เจอลูกไม้นี้เข้าไป วิธีแก้คือต้อง “สร้างหลักฐาน” ทันที เดี๋ยวนี้โทรศัพท์มือถือมีกันทุกคน ไลน์กลุ่ม ไลน์ส่วนตัว ใช้ให้เป็นประโยชน์ พอมันเดินหนีไปปุ๊บ หยิบมือถือขึ้นมาเลย พิมพ์ส่งไปหาทันที

สมมติมันบอกให้เราจัดของหลังร้าน ส่วนมันจะดูหน้าร้าน (แต่จริงๆ มันจะไปนอน) ให้พิมพ์ไปเลยว่า “พี่… สรุปเมื่อกี้ที่คุยกัน ฉันรับผิดชอบจัดของในโกดัง ส่วนพี่รับผิดชอบเช็คของหน้าร้านนะ เดี๋ยวฉันเคลียร์ส่วนของฉันเสร็จ 4 โมงเย็น”

ถ้ามีไลน์กลุ่มที่มีหัวหน้าอยู่ด้วยยิ่งดี ส่งเข้าไปในนั้นเลย การทำแบบนี้มันเหมือนเรา “ปักป้ายเขตแดน” ชัดเจนว่า ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ใครทำอะไร ตรงไหน ถ้าถึงเวลาแล้วหน้าร้านยังรก แล้วหัวหน้ามาด่า มันจะมาโบ้ยเราไม่ได้ เพราะหลักฐานมันคาตาอยู่ในแชท “ตัวหนังสือมันโกหกไม่ได้” ใครไม่เคยทำ ลองเอาไปทำดูนะ มันเป็นการมัดตราสังคนขี้โกงแบบดิ้นไม่หลุด

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเลิกทำตัวเป็น “เรือดำน้ำ”

เคยเห็นเรือดำน้ำมั้ย? ดำลงไปทำงานเงียบๆ ใต้น้ำ ไม่โผล่หัวมาให้ใครเห็น กะว่าโผล่มาทีเดียวตอนงานเสร็จแบบเท่ๆ หารู้ไม่ว่า… นั่นแหละคือจังหวะนรก เพราะพวกจ้องจะเคลมงาน มันรออยู่บนผิวน้ำ พอมันเห็นหัวเรือโผล่มาพร้อมงานเสร็จๆ มันรีบคว้าธงไปปัก แล้วตะโกนบอกนายว่า “เสร็จแล้วจ้า” กลายเป็นเราส่งส่วยให้โจรซะงั้น เหนื่อยฟรี เจ็บใจฟรี

ทางแก้คือ ให้ขยัน “โผล่มาหายใจ” บ่อยๆ อย่ารอให้เสร็จ 100% แล้วค่อยบอก ให้รายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ

ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนเวลาเราก่อสร้างบ้าน เราก็ต้องบอกเจ้าของบ้านเรื่อยๆ ใช่มั้ยว่า “วันนี้ลงเข็มแล้วนะ” “วันนี้ก่อกำแพงแล้วนะ” ไม่ใช่รอสร้างเสร็จทั้งหลังค่อยบอก

ในการทำงานก็เหมือนกัน เดินไปบอกหัวหน้าบ้าง หรือพิมพ์รายงานในกลุ่มบ้าง “หัวหน้า ตอนนี้งานส่วนแรกเสร็จแล้วนะ กำลังลุยส่วนที่สองต่อ เจอปัญหาตรงนี้นิดหน่อยแต่ผมแก้แล้ว” หรือ “วันนี้ลูกค้าเยอะมาก ผมเคลียร์ไปได้ครึ่งนึงแล้วนะ อีกครึ่งกำลังเร่งมืออยู่”

การทำแบบนี้มันจะสร้าง “ภาพจำ” ในสมองของหัวหน้าว่า “อ๋อ ไอ้คนนี้มันขยันนะ มันทำตลอด มันเจอปัญหาแล้วมันแก้เอง” ทีนี้ถ้าไอ้คนขี้อู้จะมาเนียนเคลมตอนจบ หัวหน้าเขาจะเอะใจทันทีว่า “อ้าว แล้วไอ้คนนั้นที่มารายงานฉันยิกๆ มันหายไปไหน ทำไมแกมาเอาหน้าแทน” นี่คือการวางกับดักกันท่าที่ได้ผลชะงัดนัก ใครไม่เคยทำ ลองเอาไปปรับใช้ดู รับรองว่าพวกชอบชุบมือเปิบจะหาช่องแทรกยากขึ้นเยอะ

ไหน… มีใครเคยเจอเพื่อนร่วมงานแสบๆ แบบไหนกันบ้าง? หรือใครมีวิธีจัดการพวกนี้แบบเด็ดๆ ลองพิมพ์คอมเมนต์มาแชร์กันหน่อยสิ เผื่อเพื่อนๆ คนอื่นจะได้เอาไปใช้บ้าง

ทีนี้มาถึงไม้เด็ด เอาไว้ใช้ตอนประชุม หรือตอนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แล้วไอ้คนนั้นมันกำลังโม้เหม็น เคลมงานที่เราทำว่าเป็นของมัน หรือใช้คำว่า “พวกเราช่วยกันทำ” ทั้งที่มันไม่ได้ทำอะไรเลย เอาแต่นั่งเล่นเกม

จังหวะนี้แหละ ร้อยทั้งร้อยเราจะโกรธจนหน้าแดง อยากจะลุกขึ้นไปด่า หรือไม่ก็นั่งหน้าบึ้งเป็นตูดไก่ ซึ่งบอกเลยว่าพลาด… เพราะถ้าเราโกรธ เราจะดูเป็นคนก้าวร้าว ดูควบคุมอารมณ์ไม่ได้ในสายตาผู้ใหญ่ทันที

ให้ใช้ “ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว” รอจังหวะมันพูดจบ แล้วให้เรา “ตั้งคำถาม” เจาะลึกในรายละเอียดที่ “คนทำจริงเท่านั้นถึงจะรู้”

พูดด้วยน้ำเสียงปกติ เหมือนคนอยากช่วยเสริมข้อมูล “เอ้อ… ขอเสริมจากที่พี่เขาพูดนิดนึงนะ ตรงจุดนี้ที่บอกว่าทำเสร็จแล้วเนี่ย พอดีตอนผมรวบรวมข้อมูลชุดนี้ ผมเห็นตัวเลขมันแปลกๆ พี่ใช้วิธีไหนแก้ปัญหาตรงจุดนั้นเหรอ? อธิบายให้เจ้านายฟังหน่อยสิ จะได้เป็นความรู้”

หรือถ้าเป็นงานใช้แรงงาน ก็ถามไปเลยว่า “ตอนที่ขนของชุดนี้ มันมีลังที่แตกอยู่ พี่แยกไปไว้ตรงไหนเหรอครับ ผมหาไม่เจอ?”

เจอคำถามแบบนี้เข้าไป รับรองว่าไปไม่เป็น… เพราะคนไม่ได้ลงมือทำหน้างานจริงๆ จะไม่มีทางรู้รายละเอียดพวกนี้ มันจะตอบตะกุกตะกัก อึกอัก หรือตอบมั่วๆ ซึ่งทุกคนในวงสนทนา รวมทั้งหัวหน้า จะดูออกทันทีว่า “ใครคือตัวจริง ใครคือของปลอม” โดยที่เราไม่ต้องด่ามันว่าโง่ หรือด่าว่าขี้โกงสักคำเดียว มันเป็นการเปิดโปงด้วยความสุภาพที่เจ็บแสบที่สุด ให้มันตายน้ำตื้นด้วยปากของมันเอง

สุดท้ายแล้ว ถ้าทำมาทุกวิธี มันยังหน้าด้านหน้าทน ไม่เลิกนิสัยเดิม ยังตามจองล้างจองผลาญเราไม่เลิก ถึงจุดนี้คงต้องใช้ไม้แข็งแล้วนะ คือการเดินเข้าไป “คุยเปิดอก”

หาจังหวะที่ไม่มีคนอื่น เดินเข้าไปคุยกับมันดีๆ แต่แววตาต้องเอาจริง น้ำเสียงต้องหนักแน่น บอกมันไปเลยว่า

“พี่… งานชิ้นนี้ฉันตั้งใจทำมากนะ เหนื่อยมากด้วย แล้วฉันก็เห็นว่าพี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย แต่พี่กลับเอาไปพูดว่าเป็นงานพี่ ฉันบอกตรงๆ ว่าฉันไม่โอเค คราวหน้าฉันขอให้ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างรับผิดชอบงานตัวเองดีกว่านะ จะได้แฟร์ๆ ไม่ต้องมีปัญหากัน”

การพูดตรงๆ แบบคนจริง ไม่ใช่อารมณ์โกรธ แต่ใช้เหตุผล จะทำให้คนพวกนี้ “กลัว” เชื่อเถอะ… คนประเภทนี้มักจะเป็นพวก “เก่งกับคนอ่อน” คือมันจะเลือกเหยื่อที่ดูหงิมๆ ยอมคน ไม่กล้าสู้หน้า ถ้าเขารู้ว่าเราสู้คน รู้ว่าเราไม่ยอมให้เอาเปรียบ เขาจะค่อยๆ ถอยไปเอง ไปหาเหยื่อรายใหม่ที่หัวอ่อนกว่า หลอกง่ายกว่า เพราะคนขี้ขลาดพวกนี้กลัวการเผชิญหน้าที่สุด

ชีวิตคนทำงานอย่างเราๆ เนี่ย น้ำใจเป็นสิ่งสำคัญ ใช่… เราคนไทยถูกสอนให้มีน้ำใจช่วยเหลือกัน แต่จำไว้ให้แม่นเลยนะ น้ำใจต้องมีให้กับ “คนที่เห็นค่าของน้ำใจเรา” เท่านั้น

ถ้าเรามีน้ำใจกับคนที่ไม่เคยช่วยเราเลย แถมยังจ้องจะแทงข้างหลัง แบบนั้นเขาไม่เรียกใจดี เขาเรียก “ใจอ่อน” จนทำร้ายตัวเอง

เรามีภาระ มีพ่อแม่ลูกเมียต้องดูแล ค่าเทอมลูก ค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ เราเหนื่อยทำงานก็เพื่ออนาคตของคนข้างหลัง อย่าปล่อยให้ใครมาขโมยผลงาน ขโมยโอกาสก้าวหน้าของเราไปฟรีๆ เพียงเพราะเราเกรงใจ หรือกลัวจะมีเรื่อง

ปกป้องหม้อข้าวหม้อแกงของตัวเองเอาไว้ให้ดีที่สุด ใครมันไม่ได้ช่วยหุง ก็อย่าให้มันถือจานมารอชุบมือเปิบเด็ดขาด สู้เขานะครับพี่น้องคนทำมาหากิน สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

Leave a Comment